ชีวประวัติของเจ้าหนานติ๊บจ้างอย่างย่อ
ประวัติย่อของ เจ้าหนานติ๊บจ้าง
(เจ้าพระยาสุระวฤาชัยสงคราม) แห่งวัดปงยางคก
เจ้าหนานติ๊บจ้าง เกิดเมื่อปี พ.ศ.2217 เป็นชาวบ้านปงยางคก ได้บวชเป็นเป็นสามเณร ณ
วัดปงยางคก เมื่อประมาณปี พ.ศ.2235 ขณะอายุได้ 18
ปี พออายุครบ 20 ปี
ก็ได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ มีนามว่า ภิกษุทิปะวเนจร
ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาคาถาอาคม อักขระล้านนา
ช่วงท่านทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุจำพรรษาอยู่ ณ วัดปงยางคก
ได้ใช้ธรรมมาสน์ที่ประดิษฐานอยู่ในวิหารเจ้าแม่จามเทวีขึ้นแสดงพระธรรมเทศนาอบรมประชาชนชาวบ้านปงยางคกหลายครั้ง
ปัจจุบันธรรมมาสน์นี้ยังคงประดิษฐานอยู่ในวิหารเจ้าแม่จามเทวีเช่นเดิม
ระหว่างนั้นบ้านเมืองแห้งแล้งขาดน้ำกินน้ำใช้
ชาวบ้านได้เข้าแถวเพื่อรอตักน้ำจากบ่อน้ำเลี้ยง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัดปงยางคก อันเป็นแหล่งน้ำบริโภคแหล่งเดียวที่ขุดขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของความบ้านตั้งแต่เมื่อครั้งเจ้าแม่จามเทวีเสด็จผ่านมาในอดีต
พระภิกษุทิปะวเนจรได้เห็นความทุกข์ของชาวบ้าน จึงได้นำพระภิกษุสามเณรในวัด
ช่วยกันขุดบ่อน้ำเพิ่มอีกแห่งหนึ่ง ห่างจากกำแพงวัดทางทิศตะวันตกประมาณ 15 เมตร โดยชาวบ้านได้ช่วยกันขนหินผาจากดอยขุนตานมาก่อนเป็นขอบบ่อ
และเรียกว่า"บ่อน้ำติ๊บจ้าง"ทุกวันนี้ยังมีบ่อน้ำแห่งนี้อยู่
หลังจากท่านได้บวชเรียนจำพรรษาอยู่ที่วัดปงยางคกประมาณ 10 พรรษา
ท่านจึงได้ลาสิกขาบทในราวปี พ.ศ.2245 เมื่อมีอายุได้ 28
ปี โดยยึดอาชีพเป็นช่างตีเหล็ก และต่อมาก็เปลี่ยนอาชีพเป็นนายพรานควาญช้าง ผู้มีอาคมขลัง มีสติปัญญาเฉียบแหลม
กล้าหาญ มีกำลังฝีมือเข้มแข็ง ทั้งสามารถวิ่งไล่ตัดหางช้างเถื่อนได้
เป็นที่หวาดกลัวของช้างยิ่งนัก จนได้ฉายานามจากคนทั้งหลายว่า
"หนานติ๊บจ้าง" เป็นผู้ที่มีความสามารถยอดเยี่ยมกว่าผู้อื่น
เมื่อปี
พ.ศ.2273 วัดปงยางคกได้มีงานประเพณี ตานก๋วยสลาก
ผู้คนทุกสารทิศก็ได้มาร่วมตานก๋วยสลากกันที่นี่
ซึ่งต้องกิ๋นตานก่อนวัดอื่นในเขตจังหวัดลำปาง
ครั้งนั้นนครลำปางอยู่ภายใต้การยึดครองของท้าวมหายศ
ซึ่งตั้งค่ายพักอยู่พระธาตุลำปางหลวง ได้ส่งทหารมาจับเอาสาวงามชาวบ้านที่มาร่วมงานในวันนั้น เพื่อนำมาเป็นนางบำเรอของตน เจ้าหนานติ๊บจ้างเมื่อเห็นเหตุการณ์ขณะที่มาร่วมงานในวันนั้นก็ได้เข้าไปขัดขวาง
จึงเกิดการสู้รบกันขึ้นที่วัดปงยางคก ยังมีรอยดาบสู้กันที่วิหารจามเทวีให้เห็นอยู่
เหตุการณ์ในวันน้ำทำให้ผู้คนรู้จักหนานติ๊บจ้างผู้กล้าอย่างแพร่หลาย
ในระหว่างปี
พ.ศ.2272 - 2275 บ้านเมืองในล้านนาไทยมิได้เป็นปกติสุข เกิดจลาจล
ระส่ำระสายหาความผาสุกมิได้ ทางพระมหาเถระเจ้าอาวาสวัดพระแก้วดอนเต้า
เห็นบ้านเมืองเดือดร้อนก็ได้เรียกญาติโยมและบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งหลายมาประชุม
และได้ดูโหราชะตาทำนาย ในที่สุดก็เห็นว่ามีชายผู้กล้าหาญยิ่งอยู่ผู้หนึ่ง
ชื่อหนานติ๊บจ้าง เป็นชาวปงยางคก จะสามารถกอบกู้เอาบ้านเมืองคืนได้
พระมหาเถระเจ้าจึงใช้ให้คนเรียกตัวหนาตติ๊บจ้างมา
ขณะนั้นหนานติ๊บจ้างกำลังคล้องช้างอยู่ ณ บ้านนาก(1) ตำบลบ้านเอื้อม
เมื่อพบพระมหาเถระและท่านขุนเมืองก็ได้พูดว่า "บัดนี้
เฮาทั้งสองดูโหราชะตาผู้ที่จะสามารถกอบกูบ้านเมืองได้เป็นตัวท่าน
ซึ่งจักเป็นผู้นำเอาไพร่พลไปตีเอาเมืองคืนได้ ตัวท่านจะรับไปหรือไม่" หนานติ๊บจ้างตอบว่า
"ข้าศึกเมืองหละปุน(2) ก็เตียวดิน กิ๋นผัก กิ๋นปลา
อย่างเฮาเหมือนกั๋น บ่าใจ่วิเศษ วิโส กิ๋นเหล็กไหลอะหยั๋ง เฮาบ่าเกร๋งกลั่วเลย
เป็นบ้านเมืองแห่งตู๋ข้า ข้าจักอาสาได้ ถ้าบ่าใช่ก็บ่าอาสา"
ท่านขุนเมืองก็พูดว่า "เมื่อหนานติ๊บจ้างเอาเมืองคืนได้ก็จงเอาเมืองเถิด
ข้าทั้งหลายจะบ่าเกี่ยวข้อง" เมื่อหนานติ๊บจ้างได้ยินดังนั้น
ก็เอาดาบฟันต้นขจาว(3)ด้านนอกวัดเพื่อเป็นสักขีพยาน
หลังจากนั้นหนานติ๊บจ้างก็ได้วางแผนการที่จะนำไพร่พลไปสู้รบ
จึงได้เลือกคนกล้าหาญอีกสามคน คือ หนานนันต๊ะสูด หนานไชยปละ น้ายไชยจิตร
แห่งบ้านสามขา(4) ตั้งขึ้นเป็นแม่กอง แบ่งไพร่พลออกเป็นสามกอง กองละ 100 คน รวมไพร่พลอาสาทั้งหมด 300 คน
เมื่อได้ฤกษ์ก็ได้ยกกองทัพไปแต่มืด ตรงไปยังวัดพระธาตุลำปางหลวง สั่งให้ไพร่พลล้อมวัดไว้และซุ่มอยู่ตามจุดต่างๆ
ส่วนตนก็คลานเข้าทางท่อระบายน้ำ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของวัด (ปัจจุบันยังมีอยู่)
เมื่อลอดเข้าไปถึงวัดชั้นในแล้ว จึงได้เข้าไปถามทหารยามว่า "ท้าวมหายศอยู่ไหน
พระนางเทวีฮื้อข้านำหนังสือด่วนมาหาท้าวมหายศ" ทหารยามได้ยินก็หลงเชื่อ จึงอนุญาตให้หนานติ๊บจ้างเข้าไปส่งหนังสือที่ปลอมมานั้นให้แก่ท้าวมหายศ
พอสบโอกาสหนานติ๊บจ้างก็ใช้ปืนที่ถือมานั้นยิงท้าวมหายศลมลงขาดใจตามทันที
ลูกปืนยังทะลุไปเจาะรั้วทองเหลืองที่ล้อมพระบรมธาตุ (ปัจจุบันยังเห็นรอยอยู่)
พอท้าวมหายศสิ้นชีพ เหล่าทหารเสนาก็แตกตื่นโกลาหล
จึงเป็นโอกาสให้หนานติ๊บจ้างเปิดประตูให้ไพร่พลที่ซุ่มอยู่ได้เข้ามาฆ่าฟันทหารของท้าวมหายศเสียเกือบหมด
ส่วนที่เหลืออยู่ก็ได้แตกหนีพ่ายไปในคืนนั้น
หนานติ๊บจ้างและทหารก็ได้ออกติดตามขับไล่ข้าศึกไปจนถึงตีนดอยดินแดง (จังหวัดลำพูน, เทือกเขาผีปันน้ำ) แล้วจึงเลิกทัพกลับมาแวะนมัสการพระ ณ วัดปงยางคก
ครั้นรุ่งขึ้นก็ไปกราบไหว้ขอขมาเทพารักษ์และพระธาตุลำปางหลวง
ต่อมาชาวเมืองลำปางได้สถาปนาให้เป็น "เจ้าพระยาสุรวฤาชัยสงคราม"
โดยมีโอรส ธิดา กับแม่เจ้าปิมปาเทวี
ซึ่งเป็นปฐมวงศ์ของต้นตระกูลเชื้อเจ้าเจ็ดตนอันเป็นของเจ้านายฝ่ายเหนือ สืบสายสกุลเจ้าเจ็ดตน
ณ ลำปาง, ณ ลำพูน, ณ เชียงใหม่
และเจ้าหลวงเมืองพะเยา-เชียงราย
มีเชื้อสายสืบเนื่องกันมาจนกระทั่งปัจจุบัน
เจ้าหนานติ๊บจ้างหรือเจ้าพระยาสุรวฤาชัยสงคราม ครองนครลำปางได้ 27 ปี ก็ได้ถึงแก่ทิวงคตในปีเถาะ พ.ศ.2302 สิริอายุได้
85 ปี
-----------------------------------------
(1) บ้านนาก
(2) ข้าศึกเมืองหละปูน = สมัยนั้นพื้นที่บริเวณจังหวัดล้านนาไทย ถูกรุกรานและปกตรองโดยพม่า
(3) ต้นขจาว = ต้นไม้ประจำจังหวัดลำปาง
(4) บ้านสามขา = อยู่ใน ต.หัวเสือ อ.แม่ทะ
- คำว่า"หนาน"ในภาษาถิ่นภาคเหนือใช้เรียกคนที่บวชเรียนแล้ว ตรงกับคำว่า"ทิด"ในภาคกลาง
- วัดปงยางคก ตั้งอยู่ที่ ต.ปงยางคก อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง
Comments
Post a Comment